วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ทางลัด(ที่เชื่อว่า)ลดความอ้วนได้...จริงหรือ




1. ฝังเข็ม...ละลายไขมัน (ได้หรือ)
           แม้ว่าเรื่องราวของการฝังเข็มลดความอ้วน จะเป็นที่แพร่หลาย มาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว แพทย์หลายท่าน เดินทางไปศึกษาศาสตร์ฝังเข็ม จากประเทศจีน และนำมาใช้กับคนไข้ในบ้านเรา
           การฝังเข็มลดความอ้วนในเมืองไทย เป็นการนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ ทั้นนี้โดยอยู่บนพื้นฐาน ของการแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากในประเทศต้นแบบเอง การฝังเข็มลดความอ้วน ก็ยังไม่ได้แพร่หลายอะไรมากนัก
           ด้วยเหตุที่เรื่องราวของการฝังเข็มลดความอ้วน ยังไม่สามารถอธิบาย ในด้านความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนได้ ความสงสัย เกี่ยวกับการฝังเข็มลดความอ้วน ก็ยังไม่คลี่คลายว่า ลดได้หรือไม่ได้กันแน่ เรื่องนี้ น.พ.ไพศาล วชาติมานนท์ หัวหน้าโครงการคลินิกฝังเข็ม กรุงเทพ เหลียวหนิง โรงพยาบาลกรุงเทพ และ น.พ.มนัส  วุฒินันท์ จากโรงพยาบาลหัวเฉียว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 ท่านจะเป็นผู้ให้คำตอบ
           "การฝังเข็มจะได้ผลชัด ในเรื่องของการรักษาอาการปวด แต่เรื่องการฝังเข็มลดความอ้วน มีตัวเลข ที่ค่อนข้างจะขัดกันเยอะ บ้างก็ว่าได้ผล บ้างก็ไม่ได้ผล ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป หรืออเมริกาก็ดี ซึ่งทั้งหมด เป็นตัวเลขที่มาจากเมืองนอก สำหรับคนไทยเรา ยังไม่มีการศึกษากันอย่างจริงจัง ตัวเลขเมืองนอกจะนำ มาใช้เปรียบเทียบกัน คงจะไม่ได้ทีเดียว เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพันธุกรรม ลักษณะของสรีระ และเมตาบอลิซึม ซึ่งใน แต่ละคนไม่เหมือนกัน ที่นิยมทำกันมาก ก็คือฝังเข็ม เพื่อไปกดจุดระงับความหิวเสียเป็นสำคัญ เพราะว่า จะได้รับประทานอาหารน้อยลง การฝังเข็มนั้นน่าจะ เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งคุณจะต้อง คอยควบคุมอาหาร และออกกำลังกายด้วย เรื่องการลดน้ำหนัก ไม่มีวิธีลัด มีคนไข้มาหาผม บอกว่าขี้เกียจเหลือเกิน ไม่อยากออกกำลังกาย ขอฝังเข็มอย่างเดียว โดยไม่ต้องทำอย่างอื่นได้ไหม ผมยังมีความเชื่อว่าไม่ได้ การฝังเข็ม เป็นเพียงแค่การเสริม ผมย้ำกับคนไข้ทุกคน ที่มาหาผม แต่ถ้าคุณอยากลองดูก็ได้ แต่ในความเชื่อของผม ต้องออกกำลังกาย และควบคุมอาหารควบคู่ไปด้วย จึงจะได้ผลแท้จริง"
2. ยาลดความอ้วน...ได้ผลจริง แต่อันตราย!!
           แม้ว่ายาลดความอ้วน จะไม่สามารถหาซื้อได้ ตามร้านขายยาทั่วไป แต่สาวอ้วนที่อยากผอมทันใจทั้งหลาย ก็ยอมเดินทางเข้าไปใช้บริการ จากคลินิกลดความอ้วน ทั้ง ๆ ที่รู้ถึงผลข้างเคียงของยาเหล่านี้ดี
           สาวหนึ่งเล่าประสบการณ์ของเธอให้ฟังว่า "ทานยาลดความอ้วน ครั้งแรกสมัยเริ่มทำงานใหม่ ๆ ตอนนั้นหนัก 62 กก.สูง 157 ซม. เห็นเพื่อนทานแล้วได้ผล ก็เลยไปหาหมอ ที่คลินิกแถวรามคำแหงบ้าง หมอวัดความสูง ชั่งน้ำหนัก ตรวจความดัน แล้วบอกว่า น่าจะลดลงสัก 5-6 กก. แต่ไม่สนับสนุนให้ทานยา แต่ความที่เห็นเพื่อนทานแล้วได้ผล ก็เลยยืนยันกับหมอว่า ยังไงก็จะขอทาน ไปสองวันแรกปรากฎว่าหน้ามืด ไม่อยากทานข้าว เวียนหัวตลอด ใจสั่นทำงาน
ไม่ได้เลย หมอบอกให้ทานข้าวบ้าง แต่มันไม่รู้สึกอยากทานเอง ช่วงนั้นภายใน 1 สัปดาห์น้ำหนักลดลงไป 3 กก. ทานยาติดต่อไปอีก สัปดาห์ หน้ามืดเป็นลม ไปเลย ก็เลยตัดสินใจหยุดยา เพราะทนไม่ไหว
3. ดูดไขมัน...ยิ่งดูดก็ยิ่งแย่
           เป็นวิธีการที่คนอ้วนนิยมกัน เพราะต้องการผอม หรือลดส่วนเกินอย่างปัจจุบันทันด่วน วิธีการนี้ ทำโดยการสอดท่อ เข้าไปในชั้นไขมัน แล้วใช้แรงดูดที่มีความดันสูงมาก ดึงไขมันตรงนั้นออกมา เป็นวิธีการที่ค่อนข้างอันตราย เจ็บปวด เสียเลือด และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ข้อสำคัญที่สุด ต้องเสียเงินเป็นจำนวนมากด้วย
           สาวท่านหนึ่งได้เล่าประสบการณ์เรื่องนี้ให้ฟังว่า ด้วยอาชีพ จำเป็นต้องรักษารูปร่างของตัวเองไม่ให้อ้วน ดังนั้น เมื่อถูกเตือนจากผู้ใหญ่ ว่าอ้วนไปแล้ว จึงต้องหาทางลดโดยด่วน จึงตัดสินลองดูดไขมันช่วงเอวและสะโพก ตอนดูด หมอวางยาสลบให้ ตื่นขึ้นมาเห็นไขมันสีขาว ๆ ของตัวเองในหลอดเล็ก ๆ 2 หลอด อาการหลังจากนั้น รู้สึกเจ็บมาก แรก ๆ เดินแทบไม่ได้ ต้องเอาผ้าพันไว้ รู้สึกว่าอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน ร่างกายก็กลับมาเหมือนเดิมอีก คราวนี้กลายเป็นไขมันก้อนแข็ง ๆ แถมผิวหนังก็เป็นรอยแตก แย่ยิ่งกว่าตอนก่อนดูดอีก
4. อาหารควบคุมน้ำหนัก...ของจริงหรือหลอกลวง!!
           สาวอ้วนทั้งหลายที่อยากผอม มักจะมีอุปสรรคเรื่องเอาชนะปากไม่ได้ เห็นอะไรอยากทานไปหมด เลยผอมไม่ได้สักที วิธีการที่จะทำให้ไม่ต้องอดอาหาร และไม่อ้วนคือ ต้องทานอะไรก็ได้ ที่ปราศจากไขมันและคาร์โบไฮเดรต เข้าไปในกระเพาะอาหาร เพื่อเป็นการถ่วงให้ท้องอิ่ม แต่ไม่เพิ่มไขมัน อาหารที่นิยมมากในระยะแรก ๆ คือ เม็ดแมงลัก แต่ด้วยความจำเจซ้ำซาก เม็ดแมงลักจึงตกไป กลายเป็นอาหารควบคุมน้ำหนัก ที่เรียกว่าอาหารเสริม ประเภทไฟเบอร์เข้ามาแทนที่ ปรากฎว่าแพร่หลายกันมาก เพราะเป็นอาหารที่ถ่วงท้องให้อิ่ม แต่ไม่ให้พลังงาน
           ในความเป็นจริง หากรับประทาน อาหารควบคุมน้ำหนักที่ว่านี้ตลอด ก็อาจจะผอมจริง แต่น้อยรายนักที่จะทำได้ ยกตัวอย่าง สาวอ้วนพนักงานธนาคารแห่งหนึ่ง ที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ที่ว่านี้ เล่าให้ฟังว่า "ตอนแรกเขาบอกว่า ไม่ต้องออกกำลังกาย ไม่ต้องควบคุมอาหาร แต่ต้องปฏิบัติ ตามโปรแกรมอย่างเคร่งครัด เลยยอมเสียเงินเป็นหมื่น แลกกั อาหารมาหนึ่งลัง ต้องทานแทนอาหารปกติวันละ 2 ซอง ปรากฎว่ารสชาติแย่มาก ทานได้อาทิตย์เดียวก็เลิก จะคืนของที่เหลือ เขาก็ไม่รับ เขาบอกว่าเงินที่เสียไปเป็น ค่าลงทะเบียน ไม่ใช่ค่าอาหารตัวนี้ และเราก็ไม่ปฏิบัติตามโปรแกรมเอง เขาไม่รับผิดชอบ"
           แพทย์ได้แนะนำว่า แม้อาหารชนิดนี้ จะมีขายตามท้องตลาดทั่วไป ไม่ควรหาซื้อมารับประทานเอง ควรใช้ภายใต้การดูแล ของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนบำบัด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น